บทความ

เราพบกันเพราะหนังสือ/นรา

by kai @March,30 2010 21.03 ( IP : 114...141 ) | Tags : บทความ

อยู่ดีไม่ว่าดี จู่ ๆ ผมก็นึกอุตริ สร้างความยุ่งยากให้แก่ตนเอง ตามประสาคนกินอิ่มแล้วไม่มีอะไรทำ

ผมยื่นโจทย์ตั้งเงื่อนไขว่า จะเขียนแนะนำหนังสือเรื่อง ‘เราพบกันเพราะหนังสือ’ ของบินหลา สันกาลาคีรี

โดยมีข้อแม้ว่า ห้ามเด็ดขาดไม่ให้พูดถึงเนื้อหาภายในว่าเกี่ยวกับอะไร

ไม่ได้พยายามจะพิสูจน์อะไรหรอกนะครับ แค่ยืนยันว่าผมเป็นพวกสติไม่เรียบร้อยเท่านั้นเอง

ระหว่างผมกับบินหลา เราพบกันเพราะหนังสือ- - ที่เขาเป็นคนเขียน ส่วนผมเป็นคนอ่าน เป็นเช่นนี้อยู่นานร่วม ๆ สิบปี

จนเมื่อปีกลายนี้เอง ผมกับเขาก็ได้เจอหน้าค่าตา คุยกัน รู้จักกัน มีโอกาสทำงานชิ้นหนึ่งด้วยกัน และกลายมาเป็นเพื่อนกัน

เขากับผมมีรสนิยมอย่างหนึ่งตรงกัน คือ เราต่างล้วนเป็นเด็กแนว...โบราณทั้งคู่

บินหลาแม่นยำในวรรณคดี หลงใหลประวัติศาสตร์ จดจำเนื้อความในพงศาวดารได้ขึ้นใจชนิดเล่าเนื้อความเหตุการณ์ปากเปล่าได้ สบาย ๆ (แต่เรื่องอื่น ๆ ในชีวิตประจำวัน เขาขี้ลืมสุดขีด จนผมคิดว่า สามารถนำมาเขียนเป็นนิยายหนา ๆ ได้หนึ่งเรื่อง) ล่าสุดเขาพัฒนาฝีมือและแรงงานถึงขั้น ศึกษาการอ่านศิลาจารึกด้วยตนเอง

ส่วนผมเพิ่งมาบ้าดูจิตรกรรมฝาผนังได้ปีกว่า ๆ และพลอยทำให้ต้องเริ่มต้นอ่านตำรับตำราและเอกสารย้อนยุค จนท้ายที่สุด ผมก็แทบว่าจะคลานตามกันมาทางด้านการอ่านแนวทางเดียวกับเขาในระยะห่าง ๆ

บินหลาแนะนำให้ผมรู้จักกับหนังสือชุดสำคัญคือ ประชุมพงศาวดาร (มีทั้งหมด 50 เล่ม) ซึ่งเป็นคลังความรู้ขนาดใหญ่มหาศาล และเป็นประโยชน์อย่างยิ่งกับการทำงานของผม รวมทั้งยินดีแปลงร่างเป็นพี่ศิราณี ให้ผมแบกปัญหาไปปรึกษาถามไถ่อยู่เนือง ๆ ว่า หนังสือเล่มนี้ดีไหม แล้วเล่มนั้นเป็นยังไงบ้าง

วันดีคืนดีบินหลาก็มีของกำนัล เป็นหนังสือเล่มกะทัดรัด เช่น อักขราภิธานศรับท์ของหมอบรัดเล และสัพะ พะจะนะ พาสา ไท ของชอง-บาตีสต์ ปาเลอกัว (รวมกันแล้วน้ำหนักน่าจะตกประมาณ 3 กิโลกรัม) มอบให้ผมแบกกลับบ้านไปอ่านเล่น

นาทีนั้น ผมแทบอยากจะลงมือเขียนหนังสือชื่อ ‘หลังแอ่น’ ออกมาวางคู่ขนาบกับ ‘หลังอาน’ ของเขา

ครึ่งปีมานี้ บินหลาชวนผมเดินทางอยู่บ่อยครั้ง เขาเป็นคนขับ ผมเป็นผู้โดยสาร

เขาเป็นยอดนักขับรถสมกับชื่อหนังสือเล่มหนึ่งที่เขียนคือ ‘บินทีละหลา’ ระยะทางที่ใครและใครใช้เวลา 5 ชั่วโมง บินหลาทำเวลาราว ๆ 7 ชั่วโมงเป็นอย่างเร็วสุด นอกจากจะยึดหลักขับรถแบบปลอดภัยไว้ก่อน ควบคู่ไปกับมุ่งสู่จุดหมายปลายทางแล้ว สองข้างทาง...เป็นอีกสิ่งที่เขาใส่ใจคำนึงถึง

ต้นปีที่ผ่านมา บินหลา, ผมและสหาย เดินทางจากเชียงใหม่ไปน่าน เขาหยิบแผนที่ออกมา พลางตัดสินใจไตร่ตรองว่า จาก 3 เส้นทางที่มีอยู่ ควรจะเลือกมุ่งไปสายไหน

ครับ บินหลาเลือกเส้นที่อ้อม กินระยะทาง เปลืองเวลามากสุด และให้เหตุผลว่า ถ้าจะไปทางที่สั้นกระชับ รวดเร็ว นั่งรถทัวร์เอาก็ได้ ไม่ต้องขับรถไปเองหรอก

เหลืออีก 2 เส้นทาง คือ ไปทางอำเภอเชียงม่วน กับไปทางอำเภอเชียงคำ เขาบอกกับผมว่า

“ไปทางเชียงม่วน ชื่อก็บอกอยู่ทนโท่ว่าม่วน พวกเราสนุกแน่ ๆ แต่เส้นนี้ผมเคยไปแล้ว เพราะฉะนั้น ผมว่าไปทางเชียงคำดีกว่า เดี๋ยวเราค่อย ๆ คลำ ๆ หาทางให้มันม่วนขึ้นมาทีหลังก็แล้วกัน”

อันที่จริงเส้นทางเชียงใหม่สู่น่าน ผ่านทางอำเภอเชียงคำนั้น ถ้าขับรถทำเวลาจริง ๆ ล้อหมุนออกเดินทางแต่เช้าตรู่ ก็สามารถถึงน่านได้ในตอนค่ำ แต่คุณบินหลาของผมแกไปได้ไกลสุดแค่ครึ่งทาง คือ จอดป้ายแค่อำเภอเชียงคำ

ไม่ใช่เพราะบินหลาบินช้าเป็นเหตุหรอกนะครับ แต่ทั้งแก๊งมีส่วนร่วมรับผิดชอบร่วมกันหมด เราเจอต้นไม้ออกดอกริมถนน ก็จอดแวะ เจอวิวข้างทางสวยหน่อยก็ร้องตะโกน เฮ้ย!! จอด จอด

คราวหนึ่งรถวิ่งผ่านถนนสายยาว สองข้างทางมีต้นเหลืองอินเดีย ออกดอกบานสะพรั่งละลานตา

บินหลาไม่เพียงแค่จอดแวะชื่นชม แต่ยังเกิดไอเดียบรรเจิด ให้ชาวคณะโพสต์ท่าถ่ายรูป เดินเข้าแถวเรียงเดี่ยวข้ามถนนเลียนแบบปกแผ่นเสียงอัลบั้ม Abbey Road ของ The Beatles

พูดง่าย ๆ ว่า เวลาเดินทางกับบินหลา เขาใช้สิทธิและข้อได้เปรียบทุกอย่างที่การเดินทางโดยรถทัวร์ไม่อาจกระทำได้โดยครบถ้วน

ดังนั้นจึงเป็นเรื่องปกติ ที่นกนักเขียนตัวนี้ จะใช้เวลาบินบนหลังพวงมาลัยรถกระบะคู่ชีพ จากเชียงใหม่ไปขอนแก่น 4 คืน 5 วัน กว่าจะถึงที่หมาย

ในบทสนทนาระหว่างทางบนรถรวมแล้วหลายร้อยชั่วโมง ผมรู้สึกเหมือนเข้าชั้นเรียนหลากวิชากับครูบินหลา ทั้งโบราณคดี, ประวัติศาสตร์, ศิลปะ, การเขียนหนังสือ เรื่อยไปจนถึงการทำตัวมีสาระควบคู่กับไร้สาระ

โดยอายุและความอาวุโส ผมกับบินหลาน่าจะอยู่ในรุ่นราวคราวเดียวกัน (เราต่างอุบไต๋ไม่ยอมบ่งบอกและไม่เคยมีใครเอ่ยถามวันเดือนปีเกิดของอีกฝ่าย) เชือดเฉือนกันไม่ลงว่าใครควรเป็นพี่ ใครควรเป็นน้อง แต่โดยอายุงานและความจัดเจน ผมยอมรับแบบไม่มีทางปฏิเสธได้เลยว่า เขาแก่วัดเกินผมไปร่วม ๆ สิบพรรษา

ใครที่เคยไปเที่ยวอยุธยา โดยมีบินหลาเป็นมัคคุเทศก์กิตติมศักดิ์ ย่อมเป็นพยานให้ผมได้ในความเหนือชั้นกว่าไกด์ทั่วไปอยู่หลายขุม

เขาพาลูกทัวร์ดำดิ่งย้อนหลังไปเห็นอดีตโลดเต้นมีชีวิต ด้วยจังหวะลีลาเหนือคาดหมายตลอดทุกระยะ และปิดท้ายด้วยการอธิบายฉากสงครามคราวเสียกรุง บนเจดีย์ภูเขาทองอันสูงลิบลิ่ว พร้อมกับแจกแจงให้เห็นว่า เหตุเกิดตรงจุดใดบ้างที่อยู่เบื้องล่าง

จนเมื่อเรื่องเล่ามาถึงคำพูดสุดท้าย ผมแอบเห็นว่า ผู้ฟังหลายท่านน้ำตาซึม ทุกคนเงียบอึ้งสะเทือนใจ

ในความเป็นเพื่อน ผมมีโอกาสดีเพิ่มขึ้น จนได้เห็นว่า ก่อนรับงานทำนองนี้แต่ละครั้ง เขาออกสำรวจอยุธยาล่วงหน้าเพื่อสอบทานเตรียมความพร้อมไม่น้อยกว่า 4-5 หน เข้าห้องสมุด, พิพิธภัณฑ์ เพื่อย้ำความแม่นยำถูกต้องของข้อมูล และผุดความคิดใหม่ ๆ เกี่ยวกับลีลาการนำเสนอให้น่าสนใจอยู่ตลอดเวลา

ละเอียด พิถีพิถัน ถึงขนาดคำนวณว่า บริเวณใด เวลาใด ผู้ฟังเหน็ดเหนื่อยอ่อนล้าจากอากาศอบอ้าวสู่ขีดสูงสุด เขาวางแผนจัดเตรียมน้ำมะพร้าวเย็นชื่นใจไว้บริการแบบถูกที่ ถูกเวลา และไม่มีใครคาดคิด

กระทั่งว่า พรุ่งนี้จะถึงวันเดินทาง ความคิดและการเรียกร้องสูงกับงานที่ได้รับมอบหมายก็ยังไม่เคยหยุดนิ่ง

ผมเห็นตัวอย่างการทำงานในลักษณะเอาจริงเอาจังทำนองนี้ของบินหลาอีก 2 ครั้ง

คราวแรกเป็นการขึ้นเวทีพูดคุยเกี่ยวกับการทำหนังสืออนุสรณ์งานพระราชทาน เพลิงศพของ’รงค์ วงษ์สวรรค์ ที่หอศิลป์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

เขาบ่ายเบี่ยงเรื่อยมาว่า ขอเป็นเพียงแค่ผู้ฟัง แต่เมื่อได้รับคำยืนยันว่าต้องขึ้นเวที

สองชั่วโมงถัดจากนั้น เขานั่งอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ กำหนดวางเค้าโครงว่าจะสนทนาอย่างไร รื้อค้นหนังสือต่าง ๆ ที่อยู่รอบตัว ตระเตรียมอุปกรณ์

นั้นเป็นการอภิปรายที่ดีที่สุดคราวหนึ่งเท่าที่ผมเคยพบ ในแง่ของการโน้มน้าวให้ผู้ฟังรู้สึกซาบซึ้งจับใจ

อีกวาระ เป็นการพูดในกิจกรรมออกค่ายของเด็กนักเรียนจากโรงเรียนสตรีศรีน่าน หัวข้อว่าด้วยการเขียน

ค่ำคืนก่อนหน้า บินหลาระบุขอให้ครูจัดหา กระป๋องนมเจาะรู น้ำผลไม้หลากสี และสารพัดสิ่งของจุกจิก ที่ไม่มีใครคาดเดาได้ว่า จะนำมาใช้ประกอบการพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องการเขียนหนังสือได้อย่างไร?

และเหมือนเดิม เขานั่งขมวดคิ้วนิ่วหน้าอย่างเคร่งเครียดอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์นานหลายชั่วโมง โดยไม่พูดคุยกับใคร

และเมื่อเขายืนอยู่ต่อหน้าผู้ฟังในเช้าวันต่อมา มันเป็นการบรรยายเกี่ยวกับการเขียนหนังสือ ที่เปรียบได้กับโชว์ชั้นดี ราวกับยอดมายากลร่ายเวทมนตร์สะกดผู้ฟัง

ล่าสุด เขาเพิ่งเล่าให้ผมฟังเมื่อวันเสาร์ 27 มีนาคม ที่ผ่านมา ณ ร้านกาแฟในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ

ในค่ายนักเขียนเมื่อไม่นาน บินหลาอธิบายถึงเรื่องความสำคัญของการขัดเกลางานเขียน เสร็จแล้วก็ทิ้งช่วงให้เวลาแต่ละคนลงมือสะสางแก้ไขผลงานของตนเอง

ระหว่างนั้น บินหลาผู้ซึ่งเลี้ยงหนวดไว้เหนือริมฝีปากมาหลายสัปดาห์จนดกเฟิ้ม ก็หลบฉากไปโกนมันทิ้งจนเกลี้ยงหมดจด

กลับมาอีกครั้ง เขากล่าวกับผู้ฟังว่า “การขัดเกลางานเขียนก็คล้าย ๆ การโกนหนวด มันทำให้หน้าตารูปโฉมหรือเรื่องที่เขียน เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง...ในทางที่ดีขึ้น”

หมัดเด็ดดอกนั้น น็อคผู้ฟังจนหงาย และใครต่อใครคงยากที่จะลืมมันได้ลงคอ

ในวงสนทนาระหว่างมื้ออาหารคราวหนึ่ง ผมเคยเอ่ยด้วยความสงสัยว่า “ถามจริง ๆ เถอะ ตั้งแต่รู้จักกันมา ผมไม่เคยเห็นคุณลงมือเขียนหนังสือเลย คุณเอาเวลาตอนไหนมาทำงานเยอะแยะมากมาย (วะ)”

บินหลายิ้มกริ่มเจ้าเล่ห์ และตอบง่าย ๆ ว่า “ตอนเช้า”

เทียบกับนักเขียนด้วยกันหรือเพื่อนฝูงส่วนใหญ่ที่รู้จักแล้ว ผมจัดได้ว่าเป็นพวกตื่นเช้าพอสมควร (ประมาณ 6 โมงกว่า ๆ) แต่บินหลานั้นเท่าที่ผมทราบ ตื่นสายสุดแถว ๆ ตี 5 และนั่นเป็นเวลาที่เขาออกบินท่องทะยานในโลกของการเขียน

มีภาษิตฝรั่งกล่าวไว้ว่า “นกที่ตื่นเช้าย่อมได้หนอนเป็นอาหาร”

บินหลาคือนกตัวนั้น...ตื่นเช้า ทำงานหนัก และทำให้งานทุกชิ้นมีน้ำหนัก

ขณะที่ผมเป็นนกอีกตัว...ตื่นเช้าเพื่อจะนั่งสะลึมสะลืองัวเงีย ทำงานเบา และทำให้งานทุกชิ้นกลายเป็นเรื่องหนักใจ (ผมถือคติว่า “หนอนที่ตื่นเช้าย่อมกลายเป็นอาหารของนก”)

ตอนที่ยังไม่รู้จักบินหลา ผมอ่านงานของเขาด้วยความรู้สึกว่า เขียนเก่งเหลือเกิน

เมื่อรู้จักคบหาเป็นเพื่อนกันแล้ว ความรู้สึกที่ผมได้รับจากการอ่านหนังสือที่เขาเขียน ไม่ได้เปลี่ยนไปหรอกนะครับ ยังชื่นชมเท่า ๆ เดิม

แค่บวกเพิ่มมาอีกอย่างคือ ผมเข้าใจถึงที่มาที่ไปว่า ทำไมบินหลาจึงทำงานออกมาได้ในคุณภาพอย่างที่ปรากฏ

ตอนไม่รู้จักกัน ผมเห็นอยู่แล้วว่า เขามีเทคนิค ชั้นเชิง ลีลาแพรวพราว แต่ในความเป็นเพื่อน ผมเห็นว่า เขาซ้อมหนัก มุ่งมั่น และอ่านเกมล่วงหน้ามากกว่าปกติทั่วไปถึงสองชั้นสามชั้นอยู่ตลอดเวลา

บินหลาบอกผมถึงหลักการง่าย ๆ เกี่ยวกับการเขียนหนังสืออยู่ 3 ข้อ ซึ่งเขาเรียนรู้จากการอ่านผลงานยิ่งใหญ่ชื่อ ‘ศิลปะคืออะไร?’ ของลีโอ ตอลสตอย

เขาเปิดเผยเคล็ดวิชานี้ให้กับผมโดยไม่ปิดบังอำพรางว่า เมื่อจะลงมือเขียน ให้ตั้งคำถามว่า จะเขียนเรื่องเกี่ยวกับอะไรให้มีคุณค่าน่าสนใจ? จะเขียนมันอย่างไรให้น่าอ่าน? และทั้งสองข้อนั้นบวกรวมกันแล้ว มีอะไรเป็นความใหม่ที่ยังไม่เคยมีใครทำมาก่อน?

‘เราพบกันเพราะหนังสือ’ มีหลัก 3 ข้อในการเขียนที่เขาเล่าให้ผมฟัง, มีผลสืบเนื่องจากการใช้ชีวิตในแบบของเขา, และมีทุกสิ่งทั้งหมดที่ผมเล่ามาแฝงอยู่ในนั้นครบถ้วน

มันแตกต่างจากที่ผมพบเจอเขาในชีวิตจริงอยู่นิดเดียว...นิดเดียวจริง ๆ

ตอนเป็นตัวหนังสือเป็นข้อเขียนในเล่ม บินหลาโกนหนวดมาแล้วเรียบร้อย

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 29 มีนาคม 2553 10:58 น.

แสดงความคิดเห็น

« 9443
หากท่านไม่ได้เป็นสมาชิก ท่านจำเป็นต้องป้อนตัวอักษรของ Anti-spam word ในช่องข้างบนให้ถูกต้อง
The content of this field is kept private and will not be shown publicly. This mail use for contact via email when someone want to contact you.
Bold Italic Underline Left Center Right Ordered List Bulleted List Horizontal Rule Page break Hyperlink Text Color :) Quote
คำแนะนำ เว็บไซท์นี้สามารถเขียนข้อความในรูปแบบ มาร์คดาวน์ - Markdown Syntax:
  • วิธีการขึ้นบรรทัดใหม่โดยไม่เว้นช่องว่างระหว่างบรรทัด ให้เคาะเว้นวรรค (Space bar) ที่ท้ายบรรทัดจำนวนหนึ่งครั้ง
  • วิธีการขึ้นย่อหน้าใหม่ซึ่งจะมีการเว้นช่องว่างห่างจากบรรทัดด้านบนเล็กน้อย ให้เคาะ Enter จำนวน 2 ครั้ง
ยินดีต้อนรับทุกท่านเข้าสู่เว็บไซท์
"ก๊วนปาร์ตี้"
เว็บไซท์นี้เปิดมาเพื่อ เป็นพื้นที่สาธารณะ สำหรับบันทึกเรื่องราว ทางด้านวรรณกรรม ทุกรูปแบบ ท่านสามารถส่งบทความ - เรื่องสั้น - บทกวี เพื่อมาแลกเปลี่ยนกันอ่าน โดยคลิกส่งได้จากด้านล่างนี้
คลิกเพื่อ >> ส่งบทความ | ส่งเรื่องสั้น | ส่งบทกวี | ปกิณกะ